ข่าวฟุตบอล » หยุดเฮรวดไว้ที่8นัด! เลสเตอร์สะดุดแค่เจ๊านอริช ตามลิเวอร์พูล10แต้ม

หยุดเฮรวดไว้ที่8นัด! เลสเตอร์สะดุดแค่เจ๊านอริช ตามลิเวอร์พูล10แต้ม

15 ธันวาคม 2019
42   0

หยุดเฮรวดไว้ที่8นัด! เลสเตอร์สะดุดแค่เจ๊านอริช ตามลิเวอร์พูล10แต้ม   

เลสเตอร์ ซิตี้ ครึ่งหลังโหมบุกหนักใส่ นอริช แต่ไม่สามารถพลิกสถานการณ์กลับมาเป็นผู้ชนะได้ทำให้จบเกมเสมอกันไป 1-1 ส่งผลให้ทัพจิ้งจอกหยุดสถิติชนะติดต่อกันไว้ที่ 8 นัดเท่านั้น

แม้จะรั้งอันดับ 2 มี 39 คะแนนแต่ตามหลังจ่าฝูง ลิเวอร์พูล ถึง 10 คะแนนเข้าไปแล้ว ในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา

เบรนแดน ร็อดเจอร์ส กุนซือเลสเตอร์ ยึดขุนพลชุดเดิมที่อัด วิลล่า ลงล่า 3 แต้มเพื่อบีบช่องว่างกับจ่าฝูง ลิเวอร์พูล ให้เหลือ 8 แต้มเท่าเดิม โดยมี เจมี่ วาร์ดี้ กองหน้าฟอร์มฮอตเป็นทีเด็ด ลุ้นยิง 9 นัดติดในลีก พร้อมนำทีมซิวชัยเกมที่ 10 ติดต่อกันทุกรายการ ขณะที่ผู้มาเยือนอย่าง นอริช ปรับ 2 จุดจากชุดพ่าย เชฟฯ ยูไนเต็ด เมื่อ ทอม ทรัยบูลล์ และ ท็อดด์ แคนท์เวลล์ กลับมายึดตำแหน่งตัวจริงอีกครั้ง

เกมนี้ ทางสโมสร เลสเตอร์ แจกหมวกซานต้าสีน้ำเงิน รวมถึงขนมพายให้แฟนๆ ไม่เพียงเท่านั้น บริเวณหน้าสนาม คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม ยังมีกิจกรรมอีกมากมายให้แฟนบอลร่วมสนุกทั้ง การแสดงของวงโยธวาทิต, คณะประสานเสียง, เครื่องผลิตหิมะ, กวางเรนเดียร์, การเพ้นท์หน้า และกิจกรรมสำหรับแฟนบอลอีกมากมาย เพื่อตอบแทน และขอบคุณเหล่าแฟนบอลที่มีความซื่อสัตย์ และคอยสนับสนุนทีมอยู่เสมอ

จิ้งจอกสยาม เจ้าบ้านเดินหน้าลุยทันที และทักทายก่อน น.6 เมื่อ เคเลชี่ อิเฮียนาโช่ พลิกเข้าไปปั่นตรงหน้ากรอบเขตโทษ แต่ ทิม ครูล รับไว้ได้ไม่มีปัญหา

เกมแลกกันสนุก น.14 เป็นโอกาสของ เลสเตอร์ อีกครั้ง เมื่อ ยูริ ตีเลมันน์ ลากตัดเข้าในทางซ้ายแล้วสับไกทันที ครูล รับกระฉอกไปชนเสา ก่อนมีโชคเมื่อบอลเด้งกลับมาเข้ามืออีกครั้งก่อน วาร์ดี้ จะตามซ้ำ

นอริช สู้และตอบโต้ได้ดี นาทีต่อมา แม็กซ์ อารอนส์ บรรจงเปิดด้วยขวาปากประตูไปเสาสองให้ ตีมู ปุ๊กกี้ พุ่งชาร์จโดยไม่เต็มเลยหลุดกรอบไปอย่างน่าเสียดาย

น.26 นอริช เล่นเกมโต้กลับเร็วจนได้เฮเมื่อ เอมิเลียโน่ บูวนเดีย แทงจากกลางสนามให้ ปุ๊กกี้ สปีดเข้าไปสับไกเรียดเสียบเสาสองเป็นประตูให้ทีมรองสุดท้ายขึ้นนำทีมรองจ่าฝูง 1-0 แบบสุดเซอร์ไพรส์

ผ่านครึ่งชั่วโมงเกมเดือด เมื่อผู้เล่น นอริช กรูเข้าไปอัด และหมายเอาเรื่อง อิเฮียนาโช่ เพราะมองว่าหอก เลสเตอร์ ฉวยโอกาสเล่นแบบไม่มีน้ำใจนักกีฬา หลังไม่ยอมเตะบอลคืนให้ทั้งๆ ที่ฝั่งทีมเยือนตั้งใจเตะบอลออกเนื่องจากเพื่อนเจ็บ

จากนั้น แคนท์เวลล์ ที่โดนใบเหลืองจากเหตุการณ์ชุลมุนในนาทีก่อนหน้า มีโอกาสหลุดเข้าไปดีดด้วยขวา แต่ติด แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล

น.38 แฟนเจ้าบ้านได้เฮเมื่อ เจมส์ แมดดิสัน เปิดลูกเตะมุมด้านขวาให้ วาร์ดี้ ขวิดไม่เหลือ อย่างไรก็ตาม ทางพรีเมียร์ลีกไม่ได้ให้เป็นประตูของกองหน้าจอมเก๋า แต่นับเป็นการทำเข้าประตูตัวเองของ ครูล ที่ปัดเข้า

จากนั้น อิเฮียนาโช่ ที่สภาพจิตใจไม่โอเคหลังเหตุดราม่า ถูก ร็อดเจอร์ส ถอดออกแล้วให้ เดมาไร เกรย์ ลงแทน ก่อนจะมีการทดเวลาบาดเจ็บถึง 5 นาที และครึ่งแรกจบลงด้วยผลเสมอ 1-1

ครึ่งหลัง เลสเตอร์ เปลี่ยนอีกรายโดยส่ง ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ แทน เดนนิส ปราต  และเลสเตอร์ หวิดขึ้นนำเมื่อ วาร์ดี้ วิ่งไปรับบอลยาวจากแดนหลังแล้วแตะหลบ ครูล ที่ออกมาก่อนตวัดยิงมุมแคบ ทว่าลูกไปชนเสา รวมถึง คริสโตฟ ซิมเมอร์มันน์ กองหลังนอริช ที่พยายามตามบล็อกก็พุ่งสไลด์ชนเสาเช่นกัน ก่อนกลับมาเล่นต่อได้

นาที 63 นอริชได้ลุ้นจากฟรีคิกนอกกรอบบ้าง แต่ เอมิลิอาโน่ บวนเดีย วิ่งมาปั่นด้วยขวาบอลพุ่งเหินคานออกไป อีก 4 นาทีต่อมา “ทัพจิ้งจอก” มีลุ้นเช่นกัน เจมส์ แมดดิสัน เปิดฟรีคิกจากฝั่งซ้ายเข้ามา วินเฟร็ด เอ็นดิดี้ ขึ้นโขกเต็มหัวบอลพุ่งหลุดเสาแบบได้เสียว

นาที 71 อีกครั้งที่ เลสเตอร์ เกือบได้ประตูพลิกแซงขึ้นนำ หลัง เจมี่ วาร์ดี้ หมุนตัววอลเลย์ยิงด้วยขวาเสาแรกบอลพุ่งจะเบียดโคนเสาเข้าอยู่แล้วแต่ ทิม ครูล ยังไวพุ่งปัดออกหวุดหวิด

ท้ายเกม เจ้าถิ่นยังบดอย่างหนักแต่ไม่สามารถเจาะแนวรับของทีมเยือน แถมอาคันตุกะเกือบได้ลุ้นนำ นาที 87 จากจังหวะที่ ตีมู ปุ๊กกี้ หลุดเข้าไปในกรอบ แต่ยังดีที่ โซยุนชู พุ่งมาบล็อคลูกยิงไว้ได้หวุดหวิด

จบเกม เลสเตอร์ ทำได้แค่เสมอกับ นอริช 1-1 แบ่งแต้มกันไป และตามหลังจ่าฝูงลิเวอร์พูล 10 คะแนน

   รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม  

เลสเตอร์: แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล – ริคาร์โด้ เปเรยร่า, จอนนี่ อีแวนส์, ซากลาร์ โซยุนชู, เบน ชิลเวลล์ – เดนนิส ปราต (ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ น.46), วิลเฟร็ด เอ็นดิดี้, ยูริ ตีเลมันส์ – เจมส์ แมดดิสัน – เคเลชี่ อิเฮียนาโช่ (เดมาไร เกรย์ น.39), เจมี่ วาร์ดี้

 นอริช ซิตี้ :  ทิม ครูล – แม็กซ์ อารอนส์, คริสโตฟ ซิมเมอร์มันน์, เบน ก็อดฟรีย์, แซม บายแร่ม – อเล็กซานเดอร์ เต็ตเตย์, ทอม ทรัยบูลล์ (มาร์โก ชตีเปอร์มันน์ น.86) – เอมิลิอาโน่ บวนเดีย (มาริโอ วรานซิช น.90+3), เคนนี่ แม็คลีน, ท็อดด์ แคนท์เวลล์ (โอเนล เอร์นานเดซ น.85) – ตีมู ปุ๊กกี้

ผู้ตัดสิน : แอนดี้ แม้ดลี่ย์

 

เเหล่งที่มา:siamsport